ได้อ่าน"คู่มือมนุษย์" ของท่านพุทธทาสภิกขุ เป็นรอบที่ 3 แต่ละรอบให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันไป เป็นด้วยประสบการณ์ ที่ล่วงกาลผ่านวัย การซึบซับจากงานของท่านชิ้นนี้ จึงต่างกันมากในแต่ละครั้งที่อ่าน
อยากจะแบ่งปันสาระที่ได้จากการอ่านครั้งนี้
หวังว่าทุกท่านที่เข้ามาอ่านคงจะได้สาระจากการสรุปนี้บ้างนะครับ หากท่านต้องการความซาบซึ้ง ขอแนะนำให้อ่านจากต้นฉบับ ท่านจะได้ลิ้มรสธรรมอันประเสริฐ
หนังสือเล่มนี้ผมขอยกย่องว่า เป็นหนังสือที่คลาสสิคที่สุด ที่ช่วยชี้หนทางให้พ้นอบาย และทำหน้าที่ของมนุษย์ ไม่ว่าท่านจะปฏิบัติธรรมในขั้นต้น หรือชั้นสูง หนังสือนี้มีทั้งแนวกว้างและแนวลึกให้ท่านได้ไตร่ตรองขบคิด และเป็นแผนที่ธรรมที่ยอดเยี่ยม
แต่เมื่อเราพบแผนที่ที่ดีแล้ว ความสำคัญที่สุดคือการเริ่มต้นเดินทาง จนกระทั่งถึงจุดหมาย
ขอผลบุญจงมีแด่ยงยี้ลูกรักสำหรับการคอยเตือนให้อัพบล๊อค และท่านพุทธทาสเจ้าของผลงานครับ
อยากจะแบ่งปันสาระที่ได้จากการอ่านครั้งนี้
- ศาสนาเหมือนกับของหลายเหลี่ยม
- พุทธศาสนาคือวิธีปฎิบัติ เพื่อเอาตัวรอดจากความทุกข์
- ธรรมะหรือของจริงที่เคยมีมาแต่ก่อนนั้น ถูกหุ้มห่อโดยพิธีรีตองจนมิด
- ผู้ดำรงชีวิตอย่างถูกต้อง ตามศิลปะแห่งการครองชีวิตของพระพุทธเจ้านั้น คือผู้มีชัยชนะอยู่เหนือสิ่งทั้งปวงที่เข้ามาแวดล้อมตน
- พุทธศาสนาตัวแท้ ไม่ใช่หนังสือ ไม่ใช่คัมภีร์ ไม่ใช่เสียงบอกเล่าตามพระไตรปิฏก หรือตัวพิธีรีตองต่าง ๆ ซึ่งไม่ใช่ตัวแท้ของพระพุทธศาสนา ตัวแท้ต้องเป็น ตัวการปฏิบัติด้วยกายวาจาใจ
- พระพุทธศาสนาบอกให้เรารู้ว่าสิ่งทั้งหลายไม่มีตัวตน มีแต่การปรุงแต่งกันไป และมีความทุกข์รวมอยู่ในนั้นด้วย
- "อุปาทาน" แปลว่าความยึดติด จำแนกเป็น ๔ ประการ
- กามุปาทาน (ยึดมั่นโดยความเป็นกามหรือของรักใครทั่วไป)
- ทิฏฐปาทาน (ยึดติดในทิฏฐิหรีอความคิดเห็นที่ตนมีอยู่เดิม ๆ)
- สีลัพพตุปาทาน (ยึดติดในวัตรปฏิบัติที่มุ่งหมายผิดทาง)
- อัตตวาทุปาทาน (ยึดมั่นโดยความเป็นตัวเป็นตน)
- ในท้ายบาลีทุก ๆ สูตร ที่กล่าวถึงการบรรลุธรรมของพระอรหันต์ ซึ่งในที่นั้นจะมีคำว่า "จิตหลุดพ้นจากอุปาทาน" แล้วก็จบกัน เพราะว่า เมื่อจิตหลุดพ้นจากความยึดมั่นแล้ว ไม่มีอะไรจะผูกพันคล้องจิตนั้น
- ศีลสิกขา นั้นเป็นเพียงการศึกษาปฏิบัติ ในขั้นตระเตรียมเบื้องต้น เพื่อให้เรามีความเป็นอยู่ผาสุก อันจะช่วยให้จิตใจเป็นปกติ
- สมาธิสิกขา คือการที่เราสามารถควบคุมจิตหรือใช้จิตของเรานี้ ให้ทำหน้าที่ของมัน ให้เป็นประโยชน์ถึงที่สุด
- ปัญญาสิกขา เป็นส่วนสุดท้ายสำหรับจะได้ฝึกฝนอบรมให้เกิดความเข้าใจ ให้เห็นแจ้งในสิ่งทั้งหลายตามที่เป็นจริงโดยสมบูรณ์
- พุทธศาสนาย่อมไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อศาสนาใด ๆ แต่มีอะไร ๆ มากไปกว่าศาสนาอื่น ๆ มีโดยเฉพาะก็คือ การปฏิบัติในทางปัญญา อันเป็นสิกขาข้อสุดท้ายเพื่อตัดความยึดมั่นทั้ง ๔ ประการ
- "สมาธิ"คือใจสงบนิ่งและอยู่ในสภาพที่คล่องสะดวกเบาสบายพร้อมที่จะไหวไปตามความต้องการ โดยเฉพาะก็เพื่อตัดกิเลส ไม่ใช่ทำจิตใจให้นิ่งเงียบ ตัวแข็งทื่อเป็นก้อนหิน
- "สัพพัญญู" (รู้ทั้งหมด)ก็คือการรู้แต่ในขอบเขตที่ควรรู้ ไม่ใช่ว่าจะครอบคลุมไปถึงสิ่งที่ีไม่จำเป็นต้องรู้ สำหรับการดับทุกข์
- ทุกคนจะต้องไปพิจารณาดูกิเลสของตัวเองให้เข้าใจแล้วพยายามไถ่ถอนมันออกไปเสียให้ได้ แม้ได้แต่เพียงครึ่งหนึ่งก็จะเกิดความรู้แจ้งขึ้นมาบ้าง. เมื่อกิเลสครึ่งหนึ่งมันหมดไปแล้วจริง ๆ ผลก็คือเกิดความสะอาดปราศจากความชั่ว เกิดความสว่างจากความหลงผิด แล้วความสงบทางจิตใจก็เกิดขึ้นแทน. จึงขอแนะนำพร้อมทั้งวิงวอนให้ท่านทั้งหลาย ศึกษาพระพุทธศาสนากันในอาการเช่นนี้เพื่อจะได้เข้าถึงพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริงไม่เสียชาติที่เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา หรืออย่างน้อยก็ทำให้เราได้ความเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์
หวังว่าทุกท่านที่เข้ามาอ่านคงจะได้สาระจากการสรุปนี้บ้างนะครับ หากท่านต้องการความซาบซึ้ง ขอแนะนำให้อ่านจากต้นฉบับ ท่านจะได้ลิ้มรสธรรมอันประเสริฐ
หนังสือเล่มนี้ผมขอยกย่องว่า เป็นหนังสือที่คลาสสิคที่สุด ที่ช่วยชี้หนทางให้พ้นอบาย และทำหน้าที่ของมนุษย์ ไม่ว่าท่านจะปฏิบัติธรรมในขั้นต้น หรือชั้นสูง หนังสือนี้มีทั้งแนวกว้างและแนวลึกให้ท่านได้ไตร่ตรองขบคิด และเป็นแผนที่ธรรมที่ยอดเยี่ยม
แต่เมื่อเราพบแผนที่ที่ดีแล้ว ความสำคัญที่สุดคือการเริ่มต้นเดินทาง จนกระทั่งถึงจุดหมาย
ขอผลบุญจงมีแด่ยงยี้ลูกรักสำหรับการคอยเตือนให้อัพบล๊อค และท่านพุทธทาสเจ้าของผลงานครับ